เอนก รักเงิน  (79 views)
เอนก hasn't updated their status in a while...

Location

Thailand

Birthday

May 9
 
Advertisement

Info

Birthday

May 9

Location

Thailand

 

About Me

anthropologist(Postcolonialism)

Interests

วิพากษ์สังคม(CRITICAL)

Favorite Music

ไม่มี
 

Favorite Movies

ไอ้ฟัก(คำพิพากษา)
 

Favorite TV Shows

ไม่มี
 

Favorite Books

การปรับตัวทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชอง
 

Favorite Quote

ไม่คิดจะมี
 

hi5 Games

Play hi5 Games

เอนก hasn't played any games recently.

 

Applications

Browse Applications

Rockyou Pets
Adopt a pet! Pet it, take care of it, pimp it out with all sorts of cute and cool accessories.

Poker Palace
Casino-style Texas hold 'em poker. It's the real deal!

SmallWorlds
Free 3D online virtual world. Meet friends, play games, decorate your room and adopt a pet!

Mobsters
Start a Mob with your friends. Rise from a petty thief to Mafia Don. Rule hi5!

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all

เอนก has no unwrapped gifts.
 

Fives

Give' em Five

Comments | View All Entries

Leave a comment for เอนก

Dec 29, 2009 5:57 PM
MULC says:
 
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม มหิดล เปิดรับสมัครนักศึกษา 1-27 ก.พ.2553
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lc.mahidol.ac.th

สถาบันวิจัยภาษา...ม.มหิดล ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ
เรื่อง "สัทศาสตร์ปฏิบัติเพือการออกเสียงที่ดีกว่า" รุ่นที่ 17 ระหว่างวันที่ 28-29 ม.ค. 2553 ..... ......
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lc.mahidol.ac.th
 
Dec 21, 2009 7:07 PM
 
ผมคิดถึงคำทำนายตาม “กาลามสูตร” หากมองดูในประเด็นนี้ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ซึ่งแนวคิดนี้ เขาวิเคราะห์ตามหลักของ folklore (ทฤษฎีในสายโครงสร้างหน้าที่) และต้องมองว่า หลังจากมีหนังภาพยนตร์เรื่อง 2012 วันสิ้นโลกที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้ ก็ทำให้เกิดกระแสว่าโลกกำลังจะแตก และการประชุมภาวะร้อนโลกร้อนที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย ผมคิดว่า เงื่อนไขเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเราคิดว่าโลกกำลังจะแตก และระบาดเหมือนไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เลย
ปรากฏการณ์ทุกวันนี้ในสังคมไทย เราต้องการหาทางออกให้กับสังคม เพราะมองว่า ตอนนี้สังคมไทยมีแต่เรื่องร้ายๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาการประชวร และอื่นๆอีกมาก (ทุกวันนี้ คนในสังคมค่อยดูแต่เรื่องดวงและหวยกันทั้งนั้น) ดังนั้นวิธีคิดหาทางออกของสังคมตอนนี้ คือ เราต้องการรื้อสร้างใหม่ โดยเราผนวกเอาหลักกาลามสูตรมาอธิบายการรื้อสร้างใหม่นั่นเอง แต่สำหรับลูกศิษย์นั้น เขาไม่มีแนวคิดทางด้านมานุษยวิทยามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ดังนั้นจึงหลงตามกระแสสังคมได้ง่าย และยิ่งในประเด็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแล้ว เขาก็จะเอาส่วนนั้นมาวิเคราะห์ได้ไม่ยาก (เข้าทางเขา) วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องให้เขาศึกษาแนวคิดต่างๆที่หลากหลาย และวิธีที่ดีสุดสำหรับเขา คือ ต้องให้เขามีโลก 2 ใบให้ได้ ใบหนึ่งคือ โลกของเขาเอง(ไสยศาสตร์และมนตร์ตรา) กับโลกอีกใบ คือ โลกของนักมานุษยวิทยา
 
Dec 17, 2009 9:18 PM
 
1.ใช้แนวคิดชาติพันธุ์สัมพันธ์ เพราะเขาศึกษาเรื่องกลุ่มคนในท้องถิ่นจะนะที่มีทั้งพุทธและมุสลิม ที่สร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขาชวาขึ้นในจะนะ (อย่าพึงไปมองว่า วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เสถียรดั้งเดิม และมีการสืบทอดกันมา แต่วัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขา มันอาจพึ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานมานี้ โดยอาศัยเค้าโครงเดิมบางส่วน มาสร้างภาพขึ้นใหม่ และผู้สร้างวัฒนธรรมนกเขา ก็คือ คนท้องถิ่นและบริบทโลกาภิวัฒน์ )
2. แนวคิดเรื่อง Reinventing of Tradition นั้น ผมมองว่า ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ (อย่าลืมว่าโลกาภิวัตน์มี 2ด้าน คือ ลบความเป็นท้องถิ่นขณะเดียวกันก็สร้างความเป็นท้องถิ่นขึ้นมาใหม่) มันทำให้วัฒนธรรมอื่นๆ(พิธีกรรม จารีตประเพณีและอื่นๆ)ในท้องถิ่นจะนะถูกลบ หรือเจือจางลง ซึ่งผมคิดว่า วัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขาชวาที่เกิดขึ้น และการสร้างภาพมายาคติให้จะนะนั้น เป็นภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ (ดูประมาณ ปี พศ. 2540- 2549) และหากวิเคราะห์ในระดับนโยบายและท้องถิ่น อาจพบว่า การท่องเที่ยวน่าจะมีบทบาทสำคัญร่วมอยู่ด้วย นอกเหนือจากการค้าเชิงพาณิชย์เรื่องนกเขาชวา ที่พยายามส่งเสริมให้เกิดลักษณะของท้องถิ่น โดยใช้นกเขาเป็นจุดสนใจให้คนอื่นสนใจ และเข้ามาจับจ่ายหรือบริโภคสินค้าทั้งในเชิงท่องเที่ยวและอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนกเขาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
 
Dec 17, 2009 6:38 PM
 
จากการดูงานวิจัย พบว่า ประเด็นสำคัญ คงต้องเริ่มต้นจากวิธีคิดก่อนเป็นลำดับแรก คือ ต้องเข้าใจว่า เราศึกษา “คน” ไม่ใช่ ศึกษา นกเขา คือ ต้องมองคนในฐานะที่เป็น Subject และมองนกเขาเป็น object กล่าวคือ ต้องเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในเมืองจะนะ และมีนกเขาเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ในท้องถิ่น
ผมมองว่า กลุ่มคนไทยพุทธและมุสลิมในจะนะมีความแตกต่างกันทางศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม แต่ความแตกต่างดังกล่าว ถูกเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยปฏิบัติการการเลี้ยงนกเขาชวา หรือเราอาจเรียกว่า “วัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขา” และด้วยบริบทกระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผมทำให้ความเป็นท้องถิ่นถูกขยายกว้างออกไป และคนท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงกับสังคม เศรษฐกิจจากภายนอกท้องถิ่นได้มากนัก ขณะเดียวกันกลุ่มคนต่างๆในท้องถิ่น ซึ่งผมเรียกว่า “กลุ่มองค์การอย่างไม่เป็นทางการ” เช่น กลุ่มชมรม กลุ่มเลี้ยงนกเขาไทยพุทธ กลุ่มเลี้ยงนกเขาไทยมุสลิม หรือกลุ่มเลี้ยงนกเขาบ้านต่างๆ ที่รวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ ก็มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มองค์กรอย่างไม่เป็นทางการเหล่านี้ ก็พยายามต่อรองความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในท้องถิ่นและภายนอกท้องถิ่น เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเราอาจเรียกอย่างง่ายๆว่า อัตลักษณ์ของไทยพุทธ และอัตลักษณ์ของไทยมุสลิม โดยผ่านการแสดงออกว่าด้วยวัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขาที่แตกต่างกัน (อาจมีการพูดถึงว่า นกเขาของไทยมุสลิมขันได้ดีกว่า ราคาแพงกว่า และขายได้มากกว่า เป็นต้น) แต่ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์ร่วมของคนจะนะ ก็คือ วัฒนธรรมการเลี้ยงนกเขา ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสังคมภายนอก ซึ่งคนจะนะได้นำอัตลักษณ์ร่วมนี้ มาใช้ในการสร้างสำนึกท้องถิ่น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอื่นๆในท้องถิ่นที่นับวันกำลังจะจางหายไป ซึ่งหากมองเช่นนี้ เราสามารถใช้แนวคิดเรื่องชาติพันธุ์สัมพันธ์ ได้ควบคู่กับแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ โลกาภิวัตน์ และการประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมได้
 
Dec 16, 2009 7:28 PM
 
ผมจะไม่ใช้ คำว่า ชาติพันธุ์สัมพันธ์ หรือ สำนึกทางชาติพันธุ์นะครับ แต่ให้เราเข้าใจร่วมกันว่า “Ethnicity” คำนี้ ไม่ใช่แนวคิดนะครับ แต่มันเติบโต และถูกวิพากษ์ ถกเถียง จนกลายเป็น Theory ซึ่งภายใต้ทฤษฎีนี้มันจึงมีแนวคิดมากมาย และมันก็มีวิวัฒนาการของมัน เช่น pre-ethnicity หรือ ethnicity (ผมเรียกว่า การธำรงชาติพันธุ์) และ post-ethnicity (การสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์)
ดังนั้น หากเราใช้ ทฤษฎีทางด้าน post-ethnicity มันก็จะประกอบด้วยแนวคิดทางpostmodern มากมาย ที่เราสามารถหยิบมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้เรามองเห็นการสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์ ซึ่งชาติพันธุ์สัมพันธุ์ เป็นเรื่องของการสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์ ไม่ใช่การปรับตัวทางชาติพันธุ์ หากจะเดินทางรอยชาติพันธุ์สัมพันธุ์ (ผมเรียกว่า post-ethnicity) ก็ต้องเข้าใจ แนวคิดที่ครอบคลุมถึง แนวคิดการประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม แนวคิดการต่อรอง แนวคิดชุมชนในจินตนาการ แนวคิดโลกาภิวัตน์ แนวคิดรัฐชาติ และแนวคิดการรื้อสร้าง แต่ทั้งนี้ หากจะเดินตามรอยของ pre-ethnicity หรือ ethnicity (ผมเรียกว่า การธำรงชาติพันธุ์) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ยุคสมัยใหม่ ก็ต้องทำความเข้าใจ แนวคิดที่ครอบคลุมถึง แนวคิดความสัมพันธ์ทางสังคม ระบบเครือญาติ พิธีกรรม ชุมชนและการปรับตัว ซึ่งแนวคิดต่างๆเหล่านี้ ก็ถูกนำไปใช้ด้วยใน ชาติพันธุ์สัมพันธ์แต่ไม่ได้เน้นหนักมากนัก
 
Dec 9, 2009 3:32 AM
 
ทั้งนี้สิ่งที่ผมทำได้ขณะนี้ คือ เราต้องเคารพความคิดของคนอื่น (หากไม่พูดถึงบทบาทหน้าที่) ด้วยเหตุผลที่ว่า ความแตกต่างนั้นมีอยู่จริง(ระหว่างเขากับเรา) แต่ทั้งนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะทำอย่างไรกับความแตกต่างที่เราเผชิญอยู่ต่างหาก ซึ่งหมายถึง การวางท่าที และการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ระหว่างเรากับคนอื่น ประการแรก คือ การทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นชัดเจนยิ่งขึ้น(อัตลักษณ์) ประการที่สอง การทำให้ความแตกต่างเจือจางลง (การปรับตัว) ประการที่สาม การทำให้ความแตกต่างอยู่ชายขอบและเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ (ลดทอน และสร้างความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า) ประการสุดท้าย คือ .........(คิดยังไม่ออกอาจจะเป็นรื้อสร้างใหม่หรืออื่นๆ)...... ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกประการใดก็ตาม บริบทในสังคมโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้เราเรียนรู้ว่า ความแตกต่างมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเรามักจะแสวงหาความแตกต่างอยู่เสมอ
 
Nov 19, 2009 8:23 PM
 
“โครงสร้างนิยมที่มีการปฎิบัติอย่างถูกต้องนั้น ไม่ได้มุ่งที่จะสื่อ “สาร” ใด ๆ ไม่ได้เป็นกุญแจไขไปสู่ความกระจ่างทุกๆด้าน ไม่ได้ มีจุดประสงค์ที่จะสร้างโลกทัศน์ใหม่หรือแม้แต่สร้างทัศนะใหม่เกี่ยวกับมนุษย์ โครงสร้างนิยมมิได้มุ่งหมายสร้างเครื่องมือเยียวยาสังคม หรือก่อตั้งแนวคิดเชิงปรัชญา นักโครงสร้างนิยมถือว่าตนเองเป็นช่างฝีมือที่ทำงานหนัก และคอยสนใจในปรากฏการณ์ที่เล็กน้อย เกินกว่าจะทำให้ใครตื่นเต้น แม้ว่าจะมีลักษณะเล็กน้อยก็ตาม แต่เมื่อนำมันมาพิจารณา ในระดับโครงสร้าง สักวันหนึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็อาจกลายเป็นเนื้อหาของความรู้ที่เคร่งครัดได้”(Claude Levi-Strauss)
 
 
Sep 22, 2009 8:33 PM
 
ตอบ…….เรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระสมเด็จวัดระฆัง เราสามารถมองได้หลายมุมมอง ทั้งแว่นขยายในด้านสัญญะ ชนชั้น การบริโภคนิยม ความศักดิ์สิทธิ์ โลกทัศน์ของคนในสังคม อื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับมุมมองที่ผมสนใจนั้น ก็คงต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับปรากฏการณ์เสียก่อนว่า “ทำไมผู้คนในสังคมจึงมองพระสมเด็จวัดระฆังว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และอาจมีอำนาจเหนือกว่าพระเครื่องอื่นๆ”
ประเด็นนี้ผมคิดว่า เราต้องมองในเรื่องโครงสร้างทางชนชั้นของสังคมไทยรวมด้วย นอกเหนือจากการมองทางด้านสัญญะวิทยา และชุมชนรสนิยม เพราะปัจจุบันสมเด็จวัดระฆังไม่ได้เป็นเพียงสัญญะทางด้านมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการให้ความสำคัญกับความสูงต่ำทางสังคมรวมอยู่ด้วยจึงทำให้พระสมเด็จ คือ ความหมายของอำนาจศูนย์กลางการปกครอง ซึ่งต้องมองอย่างเชื่อมโยงนะครับระหว่างพระท้องถิ่นอื่นๆ เช่น พระนาดูน เป็นต้น นอกจากนี้ก็คงต้องอธิบายถึงความรู้สึกของผู้คนเมื่อมีพระสมเด็จฯไว้ครอบครองด้วย ซึ่งก็ต้องถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไร” มุมมองหนึ่งคือ ความอุ่นใจ (บางคนอาจเรียกว่า สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ) ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นแบบเดียวกับรัฐชาติหรือเปล่า แต่อีกมุมมองหนึ่ง คือ ความลึกลับและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมา ซึ่งมันหมายถึง ความเป็นไทย, อัตลักษณ์ทางวัตถุ, การเก็บบันทึกทางประวัติศาสตร์, และที่สำคัญ คือ คุณสามารถทำให้ความศักดิ์สิทธิ์หรือของสูงมาอยู่แนบอิงแอบกับร่างกายคุณได้
 
Sep 1, 2009 5:52 PM
 

Hi!Wednesday. สวัสดีวันพุธยามเช้า ตื่นนอนรึยัง ค๊ะ
 
 
Aug 31, 2009 7:51 AM
 
ดีค๊า^^รับ add แร้วน้าค๊า

งั้ยก้แวะมาทักทายกันค๊า^^
 
Aug 31, 2009 4:39 AM
 
ประเด็นที่ 1 พี่ไม่คิดว่าการคิดแบบคู่ตรงกันข้ามจะเป็นวิธีการคิดที่เรียบง่าย หรือเป็นความขี้เกียจของมนุษย์ และพี่ไม่เห็นด้วยว่าการคิดแบบคู่ตรงกันข้ามจะเป็น "แว่น"อย่างที่เอ็งบอก พี่อยากให้เอ็งตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะคิดต่างจากขั้วตรงกันข้าม เอาประเด็นนี้ก่อนนะ (ถ้าประเด็นนี้ไม่ตอบจะไม่คุยต่อไป เพราะจะทำให้การสนทนาของเรากลายเป็นวงกลม)
ประเด็นที่ 2 สืบเนื่องจากประเด็นที่ 1 ที่เอ็งเขียนไว้ พี่เห็นด้วยว่าบางครั้งหรือบางทีก็ทุกครั้งที่เราจะใช้วิธีคิดแบบคู่ตรงกันข้ามหาประโยชน์เข้าตัว ถ้าเราตีความบางครั้งการตอบสนองทางปัญญาเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้และสมควรที่จะทำ
ประเด็นที่ 3 เห็นด้วยกับเอ็งเรื่องความหลากหลายในการมอง เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ดูเหมือนว่าเอ็งจะคิดว่า "บริบท" สามารถแยกออกจาก "ตัวบท" ได้อย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเอ็งคิดอย่างนั้น ก็ต้องบอกว่าพี่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะในความรู้สึกของพี่ ตัวบท อยู่ในบริบท และบริบทเป็นสิ่งที่ครอบคลุมตัวบท ถ้าเอ็งคิดว่าพวกนี้ทำลายตัวบท โดยไม่ทำลายบริบท ก็จงแสดงให้พี่เห็นสักหนึ่งเรื่องเถอะ (ขอร้อง!)
ประเด็นที่ 4 ขอบใจที่ยังคิดถึงพี่อยู่เสมอ ที่หยิบงานของ Geertz มาอ่าน และประเด็นสุดท้าย เมื่อก่อนพี่อาจเป็น interpretive จริงๆ แต่ตอนนี้พี่มองเห็นความผิดพลาดของพวกนี้บ้างบางประการ และขอร้องอย่าจับพี่ยัดลงไปในกล่องพวกสัมพัทธิ์นิยมเลย จริงๆแล้วพี่เป็นพวก anti-antirelativism มากกว่า อ้อสุดท้ายนั้นที่เอ็งชอบงานพวก "หลัง"ทั้งหลายก็เป็นสิทธิของเอ็งที่จะทำได้ พี่คงไปตำหนิอะไรเอ็งไม่ได้ในประเด็นนี้ การที่เอ็งบอกให้พี่ปล่อยเอ็งไปอยู่ในวิถีทางของเอ็งก็นำเรากลับมาสู่ประเด็นที่พี่เคยบอกเอ็งเรื่อง "เสรีที่จะเลือก" อีกแล้ว บังเอิญว่าไอ้พวกหลังทั้งหลายนี่ไม่เชื่อเรื่อง "เสรีที่จะเลือก" เสียด้วย อ้อ!อันนี้สุดท้ายของสุดท้ายจริงๆ พี่ไม่ได้เห็นว่าเหล็งฮู้ชงคบมารร้ายเป็นเรื่องผิด ไม่ได้เห็นว่าการที่เขาฝักใฝ่ในสายกระบี่เป็นเรื่องผิด เพราะจริงๆแล้วใครกันเล่าที่บอกว่าเพื่อนที่เหล็งฮูชงคบเป็นมารร้าย และสุดท้ายเหล็งฮูชงก็ต้องฝึกกำลังภายในเพื่อรักษาชีวิต เหมือนเฒ่าทารกที่พยายามจะลืมเก้าอิมจินเก็งแต่สุดท้ายก็ใช้ใช่ไหม ที่เราควรจะถกเถียงกันมากขึ้นไม่ใช่การบอกว่าอะไรดี หรืออะไรเลว แต่คือการพิจารณาใคร่ครวญว่าสิ่งที่เรียกว่าความดีคือคืออะไร และสิ่งที่เรียกว่าความไม่ดีคืออะไร ซึ่งจะนำเราไปสู่หนทางที่มนุษย์สัมผัสกับมนุษย์ได้อีกครั้งโดยที่ไม่ได้ใส่ "แว่นตา" สีเดียว ขอให้โชคดี เพราะพี่จะปล่อยเอ็งไปเดี๋ยวนี้ และจะกลับไปเห็บเกาะตัวม้าอีกครั้งหนึ่ง 55555555555555
 
Aug 29, 2009 11:32 PM
 
Hi! Thanks for +add ……สวัสดีค๊ะรับแอดแล้วนะ ผึ้ง ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ.......'_^)
 
Aug 28, 2009 4:57 AM
 
ประเด็นที่ 1 มันอดที่จะคิดไม่ได้หรอก แนวคิดเรื่องการลดทอน เพราะเราไม่ใช่รู้ทุกสิ่ง และเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสิ่ง เพื่อเข้าใจบางสิ่งใช่ไหม ประเด็นของพี่ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐชาติ หรือรัฐราชสมบัติ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ เรามักจะคิดอยู่แต่ในขั้วตรงกันข้ามเสมอ ไม่เชื่อเอ็งก็ลองคิดแบบไม่ใช้ขั้วตรงกันข้ามดูสิ
ประเด็นที่ 2 ตอนนี้พี่มีความเชื่อที่งมงายประการหนึ่งว่าพวกทำลายโครงสร้าง หรือลดทอนโครงสร้าง ไม่ได้ให้ความรู้อะไรใหม่ๆแก่วงวิชาการ นอกจากการเล่นกับตรรกะวิธีคิดของตัวเอง ดังนั้นหน้าที่ของพวกลดทอนโครงสร้างคืออะไร นอกจากจะวิพากษ์ และก็วิพากษ์ และก็วิพากษ์ อีก
ประเด็นที่ 3 ต้องขอโทษเอ็งด้วยที่พี่ไม่เคยอ่าน งานของ บาบา และฮอบสวอมเลย ก็เลยไม่มีความรู้จะมาถกเถียงกับเอ็ง แต่เอ็งรู้ไหมแนวคิดเรื่องลูกผสมมาจากจินตนาการของพี่เอง ที่เกิดจากการตีความเท่านั้น อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้วพี่เห็นว่าแนวคิดเรื่อง โครงสร้างและผู้กระทำยังเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ
ประเด็นที่ 4 ต้องขอโทษเอ็งอีกเช่นเดิมที่พี่ไม่เคยอ่างานของ ฮาร์เบอร์มา และเลอเบอฟ (ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า) แต่พี่ว่าเอ็งอาจอ่านของพวก "หลัง" ทั้งหลายมากเกินไป วิธีคิดของเอ็งก็เลยดูเหมือนพวก "สัมพัทธ์นิยม" ดังจะเห็นได้จากประโยคของเอ็งที่ว่า ประเด็นเรื่องการเลือกได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเราว่า เราจะใส่แว่นตาอะไรมองโลก ถ้าอยากเลือกได้ ก็ห้ามใส่แว่นที่มืดดำ (มองโลกและชีวิตอย่างไม่มีทางออกของตนเอง) ต้องใส่แว่นที่สามารถสร้างอิสรเสรีภาพหรือสร้างพื้นที่ให้กับเราได้ ใช่ไหม แต่สำหรับพี่พี่เป็นพวก (ขอใช้คำภาษาอังกฤษเสียหน่อยนะ) Anti-antirelativism เพราะถ้าพี่เป็นพวก สัมพันธ์นิยม พี่ก็จะกลายเป็นคนที่เห็นว่าความจริงไม่มี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตีความ หรือบริบท หรือสังคม หรืออะไรก็ตามที่เขาจะคิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าพี่เป็นพวก ต่อต้านสัมพันธ์นิยม พี่ก็จะกลายเป็นพวกที่เชื่อว่า ความจริงมีอยู่ และอยู่อย่างนิ่งๆ รอให้เราเข้าไปหา แต่พี่เป็นพวก ต่อต้านพวกต่อต้านสัมพัทธ์นิยมอีกทีหนึ่ง เอ็งจะจัดให้พี่ เป็น "พวก" อะไรดี (ห้ามตอบว่าไม่นิยมการจัดแบ่งประเภทนะ เพราะถ้าหากเอ็งไม่นิยมการจัดแบ่งประเภทแล้ว พี่ชักเสียวๆแล้วว่ะ)
 
Aug 27, 2009 4:56 AM
 
ประเด็นที่ 1 กรอบความคิดเรื่องการแบ่งแยกคู่ตรงกันข้ามเป็น "ความชั่วร้ายอันจำเป็น"อย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่ง ดาริดา ก็บอกว่าไม่สามารถจะคิดได้นอกเหนือจาก การแยกคู่ตรงกันข้าม
ประเด็นที่ 2 การมองว่าเหล็งฮูชงมีความเป็นชาย ก็ไม่ได้หลุดรอดจากแนวคิดเรื่องขั้วตรงกันข้าม และแนวคิดเรื่อง การสร้างใหม่ เป็นแนวคิดที่เป็นไปได้ในความคิดของพี่ เพราะเราอยู่ในโลกที่มีการผสมผสานกันตลอดเวลา และ ไม่มีใครคิดอะไรใหม่อีกแล้วในโลกนี้ (ถ้าไม่เชื่อลองกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ความคิดดูสิ) ดังนั้นการคิดเรื่องลูกผสมจึงอาจเป็นไปได้ ถ้าเอ็งคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ลองแสดงความเห็นมาดู
ประเด็นที่ 3 พี่คิดว่าอุดมคติของกิมย้งไม่ใช่ มาร์ก (แต่ก็เห็นด้วยกับการตีความของเอ็ง) อุดมคติของกิมย้งที่เป็นมาร์กน่าจะเริ่มต้นในยุคแรก คือ มังกรหยก พรรคกระยาจกเป็นภาพตัวแทนที่ดีของแนวคิดนี้ พี่คิดว่าอุดมคติของกิมย้งเก่าแก่กว่าของมาร์กเสียอีก หรือเอ็งว่ายังไง
ประเด็นสุดท้าย พี่ยังให้น้ำหนักกับวิธีคิดที่ให้ความสำคัญกับการ "เลือก" ของมนุษย์ ว่ามนุษย์มีเสรีที่จะเลือก หรือไม่มีเสรีที่จะเลือก แต่ประเด็นคำถามนี้นำเราไปสู่อาณาเขตของปรัชญามากกว่าสังคมวิทยา (เอ็งอาจเถียงว่าวิธีคิดแบบหลังทันสมัยใหม่ หลังโครงสร้าง หรือหลังอาณานิคมอะไรก็ตาม อาจบอกว่าเดี๋ยวนี้อาณาเขตของสิ่งต่างๆเริ่มเห็นไม่แจ่มชัด ซึ่งตามหลักการแล้วก็เป็นไปตามนั้น) แต่พี่เห็นว่าขอบเขตการศึกษายังต้องมีและจำเป็น ไม่เช่นนั้นเราจะสร้างหลักอะไร และพัฒนาอะไรในสาขาของตนเองไม่ได้เลย แต่เมื่อพัฒนาแล้ว การหยิบยืมเป็นเรื่องสำคัญ ใช่ไหม
ดีใจที่เอ็งลึกซึ้งขึ้น ซึ่งก็สมภูมิของปรัชญาดุษฎีบัณฑิต จริงๆ
 
Aug 26, 2009 7:59 PM
 
หวัดดีค่ะพี่เอนก.โห้.เงียบหายไปนานมาก..ก..ก..น้องนุ่งก็ลืมหน้าพี่หมดแล้วอ่ะ
ตั๊กกะจ๋ายนึกว่าคราย..ย ที่แท้ก็พี่ชายสุดหล่อนี้เอง..ทำอารายอยู่ที่ไหนบอกน้องๆ ด้วยค่ะ
 
Aug 26, 2009 4:11 AM
 
ทำไมถึงคิดว่ากิมย้งมองว่ามนุษย์ไม่มีอิสระที่จะเลือก จริงๆแล้วชีวิตของเหล็งฮูชงเป็นส่วนผสมระหว่างเฒ่าทารก กับ เอี้ยก้วยในวัยหนุ่ม และเหมือนกับตัวละครเกือบทุกตัวของกิมย้ง (ยกเว้นอุ้ยเสียวป้อคนเดียว) ที่บั้นปลายชีวิต "เลือก" ที่จะเร้นกาย 5555555555555
 
Aug 25, 2009 7:23 AM
 
สงสัยถ้าหนูส่งงานไปให้ดูโดนติเละแน่เลย
ฮ่าๆๆๆ
ยังไงก็ขอบคุณนะคะ
ฝันดีค่ะ
^___^
 
Aug 25, 2009 6:09 AM
 
ถือกระบี่ขี่ม้าฝ่าปีศาจ
โครงกระดูกเกลื่อนกลาดสลดสุด
ไฟกิเลสแผดเผาในใจมนุษย์
ใครอาจรอดยุทธจักรสักกี่ราย
(ต๊กโกคิ้วป่าย แสวงหาความพ่ายแพ้ แซ่ต๊กโก)

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks